การเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) คืออะไร?

22/06/2018 admin_sci4kid

สะเต็มศึกษา หรือที่เรียกกันทั่วไปในชื่อย่อว่า STEM Education จริงๆแล้วเป็นแนวทางการศึกษาที่ประยุกต์ศาสตร์ 4 อย่าง ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science-S), เทคโนโลยี (Technology-T), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering-E), คณิตศาสตร์ (Mathematics-M) ซึ่งเมื่อนำอักษรตัวหน้ามารวมกันก็จะได้คำว่า STEM นั่นเอง แล้วการเรียนที่ผสมผสานทั้งหมดมารวมกันจะมีลักษณะเป็นอย่างไร?

ลักษณะการเรียนรู้ตามนิยามของ STEM ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาครั้งแรกที่ US National Science Foundation ตั้งแต่ปี 1998 นั้น ไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดอย่างเคร่งครัดหรือยึดติดว่าต้องเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือวิศวกรรมล้ำสมัยใดๆในการเรียนรู้เลย หลักการที่สำคัญของแนวทาง STEM คือการให้โอกาสผู้เรียนได้คิดถึงการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่อาจจะพบเจอในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ว่าจะเป็นในด้านใดก็ตาม (ไม่จำเป็นต้องเป็นวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ตามที่ปรากฎในคำว่า STEM) โดยที่ในกระบวนการเรียนรู้นั้นต้องผสานการคิดอย่างมีตรรกะและมีระบบ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาหรือทำให้บรรเทาลงด้วยการปรับปรุงตัวแปรใดๆที่ส่งผลกระทบที่ก่อให้เกิปัญหานั้นๆ (ในกรณีที่โจทย์คือการแก้ปัญหา) หรือว่าการศึกษาทฤษฎี, กฎ, ธรรมชาติ, เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ผู้เรียนสนใจที่จะรู้ถึงสิ่งที่กำลังศึกษาอย่างแท้จริง โดยที่ต้องมีกระบวนการที่ขาดไม่ได้คือการลงมือปฏิบัติจริง (หรือที่เรียกกันทั่วไปแบบภาษาอังกฤษว่า Hands-on) หรือว่าการคิดค้นและออกแบบสร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา (ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนหรือใช้วัสดุที่เริดหรูอลังการ) จุดสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีคิดและลงมือทำ ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรที่ผิดทั้งหมดหรือถูกทั้งหมด การพัฒนากระบวนการคิดต่อยอดไปเรื่อยๆจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญอย่างยิ่งของแนวทางการเรียนรู้แบบ STEM

ตัวอย่างหัวข้อที่นำไปประยุกต์ใช้สำหรับการเรียนรู้แบบ STEM เช่น

  • ประดิษฐ์สิ่งของหรืออุปกรณ์ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ
    • สัญญาณไฟจราจร (จากไฟ LED)
    • บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ (บ้านอาจจะทำจากไม้หรือกระดาษแข็งและใช้แผง Solar cell เล็กๆ)
ไฟจราจร-STEM education

ไฟจราจร

บ้านโซลาร์เซลล์-STEM Education

บ้านโซลาร์เซลล์

  • เรียนรู้อวัยวะภายในของร่างกายเราซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก
    • สร้างโมเดลจำลองโดยอ้างอิงจากแหล่งความรู้ต่างๆ
    • อวัยวะใดที่ถ้ามนุษย์เราไม่มีแล้วจะทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ แล้วเราจะสามารถสร้างอุปกรณ์ใดมาแก้ปัญหาถ้าจำเป็น
    • อวัยวะที่ถ้ามนุษย์เรามีแล้วจะทำในสิ่งที่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้
จำลองหัวใจ-STEM Education

แบบจำลองหัวใจ

ความสำคัญของ STEM Education ในประเทศไทยและในต่างประเทศ

สำหรับในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, หลายๆประเทศในทวีปยุโรป, ออสเตรเลีย หรือ ญี่ปุ่น นั้น STEM Education จัดได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติสำหรับวงการการศึกษาเลยทีีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสถาบันทางด้านการศึกษาหลายๆแห่งต่างประยุกต์หลักการ STEM โดยมีแม่แบบจาก National Science Foundation ตามที่กล่าวข้างต้น ในการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนทุกระดับ ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทางอเมริกาต้องลงทุนลงแรงในการเผยแพร่ STEM สืบเนื่องมาจากการขาดบุคคลากรที่มีคุณภาพ (ขนาดประเทศยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหมือนพี่ใหญ่ในเกือบทุกวงการยังตระหนักถึงปัญหา และได้หาทางแก้ไขมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี นับแต่คำว่า STEM ถูกบัญญัติขึ้นมา) ดังนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการพัฒนาศักยภาพในเวทีโลกเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีบุคคลากรที่มีคุณภาพเพื่อช่วยกันผลักดันและส่งเสริมให้สามารถทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายได้ (ถึงจะไม่ได้เริ่มตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เหมือนอเมริกา แต่เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ไม่ได้แย่เกินไป ดังเช่นสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มปลูกต้นไม้คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือ เดี๋ยวนี้”)

สำหรับในประเทศไทยเรานั้น คำว่า STEM เริ่มแพร่หลายและนำมาประยุกต์ใช้ในวงการศึกษามาเป็นระยะเวลาสักประมาณ 5 ปีได้แล้ว โดยหน่วยงานที่ถือเป็นหลักในการดำเนินการคือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อย่อว่า สสวท. โดยมีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการในเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือ ศูนย์สะเต็มศึกษาแห่งชาติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stemedthailand.org/)ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นไปด้วยดี มีการสร้างเครือข่ายสะเต็มศึกษาไปทั่วประเทศ โดยมีการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ เพื่อเป็นแบบอย่างในแต่ละภูมิภาค ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีการเผยแพร่อย่างเป็นระบบ แม้ว่าเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่าอีกกี่ปีประเทศเราถึงจะพัฒนาทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย แต่เชื่อได้เลยว่าเมื่อมีการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ถ้าเราช่วยกันทำให้กระจายไปสู่เด็กรุ่นใหม่ไปเรื่อยๆ ประเทศเราจะมีคนที่มีคุณภาพที่จะก้าวขึ้นมาช่วยกันพัฒนาให้ก้าวไปสู่การแข่งขัน (ที่นับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ) ในระดับโลกต่อไป

Admin Sci4Kid Store

22/06/2018

ติดตามข้อมูลอัพเดทได้ทาง Facebook Page: Sci4Kid

 

 

 

 

Tags : ,

Leave Comment